ShoutMix chat widget

[Anime]มานะ มานี ปิติ ชูใจ

posted on 02 Dec 2009 18:21 by usang01145

มะเขื่อยาว มะเขือม่วง

 

โอเคคะ ตามเฮดเลย

จขบ.ไปท่องเว็บเเล้วเจอเเอนิเมชั้นเรื่องหนึ่ง

เชื่อหรือไม่คะ ว่าเรื่องนั้นมีตัวเอกคือ มานะ มานี ปิติ ชูใจ (จะรวมนายวีระไปด้วยก็ได้ไม่ว่ากัน)

นี่คือสตอรี่บอร์ด

 Photobucket

 สตอรี่บอร์ดทำได้สวยมากๆ

Photobucket

 เเละนี่พ่อหนุ่มสมองใสของเรา มานะ (ที่เรียกงั้นเพราะมานะฉลาดสุดในกลุ่ม)

 Photobucket

น่ารักดีนี่นา พ่อหนุ่มมานะ

หนูมานี เเล้วเจ้าโตอยู่ไหนอ่ะหนูว (อยู่ในสตอรี่บอร์ดไม่ใช่เหรอ)

Photobucket

มานีน่าร้ากกกกกกก มากกส์

ปีติ เด็กผู้ชายที่ขี่เจ้าเเก่ไปเจอกับเจ้าโต <--จำได้บทเดียว ก๊ากก บทนั้นมันฮา

Photobucket

ปีติหน้าตากวนดี...

ชูใจกับเเมวน้อยสีเทา ชูใจก็สวยเหมือนกัน

Photobucket

ชูใจน่าร้ากกกกกกกก ตาโตเเบ๊วดี

มีแค่นี้หละคะ สำหรับตัวละครที่ทางค่ายเค้าเผย

สงสัยอยู่ว่าจันทรกับเพชร ครูไพลินเเละอาคุณผู้ชายหล่อๆนั้นไม่โผล่หรือไง...

นี่คะฉาก

Photobucket

CG งามมากกก งามเว่อร์....

ลืมเจ้าวีระ.....

Photobucket

หน้ากวนประสาทกว่านายปีติยิ่งกว่า

ตอนนี้อาจารย์รัชนีผู้เขียนหนังสือเรียนของมานี มานะเค้ามอบให้คุณพี่คนหนึ่งเค้าทำเป็นหนังใหญ่นะค่ะ

ตอนนี้ทำpre-preductionอยู่ เครดิตเว็บนี้คะ

http://www.itemstudio.org/forum/viewthread.php?tid=4328&page=1

เเถมคะ

พอดีจขบ.เเว้บไปเจออาคุณผีเจสันกำลังเเกะสลักตัวการ์ตูนจากอนิเมตัวหนึ่งอยู่

อึ้งทึ่ง อเมสซิ่งมากเลยละคะ

<object width=  

ต้องดูให้ได้นะคะ ใครดูไปเเล้วต้องขอโทษด้วย เเต่อยากให้ดูจริงๆคะ

ไปเเล้วค่า บ๊ายบายทุกท่าน

ป.ล.1 เปลี่ยนธีมบล็อกเเล้วน่อ

ป.ล.2 เพลงตอนนี้เสียงจะโหดกว่าเดิมหน่อย

ป.ล.3 พรุ่งนี้สอบรากที่สาม...

 

 

 

 

edit @ 2 Dec 2009 19:27:25 by Yu_SaNg

edit @ 2 Dec 2009 22:40:31 by Yu_SaNg

12สุดยอดภาพถ่าย

posted on 13 Nov 2009 19:39 by usang01145

ดีค่า

มะเขือยาว มะเขือม่วง<--ลืมได้ไง..

วันนี้มีภาพสะเทือนโลก12ภาพมาให้ดูค่ะ

Timothy H. O’Sullivan – Battle of Gettysburg

ธีโมธีท์ เอช. โอ ซัลลิแวน – ภาพสมรภูมิ แห่ง เกตติเบิร์ก

Battle_of_Gettysburg

This photograph has become synonymous with The Battle of Gettysburg, which was the most bloody battle of the American Civil War. Photographer Timothy H. O’Sullivan documented and recorded the battlefield, and this picture became a sensation. For many, this was their first chance to see, first hand, the true extent of the Civil War. However, it was not until 40 years after the battle that the pictures were mass produced, as photo-engraving had not been established. The picture shows dead confederate soldiers on the battlefield, and has earned its place in history as an iconic photograph.

ภาพถ่าย นี้ได้แสดงความเหมือนของสมรภูมินองเลือดระหว่าง สมรภูมิแห่ง เกตติเบิร์ค และ สมรภูมิ สงครามกลางเมืองแห่งสหรัฐ  บันทึกภาพไว้โดย ธีโมธีท์ เอช. โอ ซัลลิแวน  ในบันทึกสารคดีแห่งสมรภูมิ  ภาพนี้ได้ถ่ายทอดห้วงอารมณ์ที่หลากหลาย และตีแผ่ช่วงเวลา แห่งสงครามกลางเมือง  ให้แก่ผู้ที่ได้เห็นภาพในครั้งแรก หรือผ่านประสบการณ์นั้นมา  อย่างไรก็ตาม มันไม่ใช่การแพร่ภาพอย่างกว้างขวาง และภาพนี้ก็ยังเป็นภาพที่ไม่เคยมีการนำเสนอมาก่อน  ภาพถูกทำให้เหมือนการพิมพ์ในสมัยโบราณ  แต่ภาพได้แสดงถึงการตายหมู่ของทหารในสมรภูมิ และภาพได้ทำการบันทึกส่วนหนึ่งถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์

 

Lawrence Beitler – Lynching

ลอเรนซ์ เบลท์เลอล์  - ศาลเตี้ย

Thomas_Shipp_Abram_Smith

Lawrence Beitler took this iconic photograph on August 7, 1930, showing the lynching of Thomas Shipp and Abram Smith. It sold thousands of copies, which Beitler stayed up for 10 days and nights printing them. It has become iconic over the years as it is one of the best and most recognisable images of lynchingwhich at the time was commonplace, but now serves only as a reminder of the pre-Civil Rights era. The photo shows a crowd that have turned out to view the lynching, and the audience a mixture of anger and fulfillment. The photo was so popular it has been the inspiration for many poems and songs down the years.

ลอเรนซ์ เบลท์เลอล์  ได้บันทึกภาพนี้ไว้เมื่อ วันที่ 7 สิงหาคม ค.ศ. 1930  ภาพแสดงถึงการประชาทัณฑ์ ชอง โธมัส ชิปป์ และ อาร์บ สมิธ  มันถูกขายออกไปกว่าพันสำเนา โดย เบลท์เลอล์  ที่ใช้เวลาตลอด 10 วัน 10 คืนในการพิมพ์มันออกมา  ภาพกลายเป็นสัญลักษณ์กล่าวขานสืบเนื่องต่อมาเป็นเวลาหลายปี ถึงความเด่นในแง่มุมของการจดจำ ถึงการถูกประชาทัณฑ์ศาลเตี้ย ซึ่งในเวลานั้น เหมือนมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ประจำวัน  ภาพนี้ต้องการแสดงถึงยุคก่อนสงครามกลางเมืองเท่านั้น  ภาพแสดงถึงผู้คนพยายามเลี่ยงสายตาจากภาพการลงทัณฑ์ ด้วยอารมณ์อันหลากหลาย ระคนด้วยความโกรธและความสะใจ  ภาพนี้ได้รับความนิยม และได้ถูกนำมาเป็นแรงบันดานใจในการเขียนกลอน และแต่งเพลงในช่วงหลายปีต่อมา

 

Joe Rosenthal – Raising the Flag on Iwo Jima

โจ โรเซนไทล์  - การอัญเชิญธง ณ อิโวจิม่า

WW2_Iwo_Jima_flag_raising

Raising the Flag on Iwo Jima is an historic photograph taken on February 23, 1945, by Joe Rosenthal. It depicts five United States Marines and a U.S. Navy corpsman raising the flag of the United States atop Mount Suribachi during the Battle of Iwo Jima in World War II. It became the only photograph to win the Pulitzer Prize for Photography in the same year as its publication, and came to be regarded in the United States as one of the most significant and

recognizable images of the war, and possibly the most reproduced photograph of all time.

ภาพ อัญเชิญธง ณ อิโวจิมา ถูกบันทึกไว้เมื่อ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 โดย โจ โรเซนไทล์   ได้บันทึกภาพ นาวิกโยธินสหรัฐ  และ นาวาอากาศสหรัฐ 5 นาย  ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ทหารเสนารักษ์ กำลังพยายามปักธงบนยอดเขา ซึริบาฉิ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ อิโวจิมา  ภาพนี้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์  ในปีเดียวกัน นอกจากการได้บันทึกช่วงเวลานี้เป็นภาพ แต่ยังเป็นหมายเหตุให้กับสหรัฐด้วย ถึงการจดจำ และการบันทึกภาพเหตุการณ์ในช่วงต่างๆ

 

Alberto Korda – Che Guevara

อัลเบอโต คอร์ดา - เช กูวารา นายแพทย์นักปฏิวัติ

che_guevara

Alberto Korda’s well known photograph of Marxist revolutionary Che Guevara, titled ‘Guerrillero Heroico’ or ‘Heroic Guerrilla’ has become a symbol of the 20th centry. It shows Che, as he was known, at a memorial service for victims of the La Coubre explosion. The picture depicts the then-31 year-old’s stoic and character and now appear on T-shirts, tattoos, murials and walls all around the world. Despite being one of the most reproduced images in history, Korda, a lifelong Communist and supporter of the Cuban Revolution, claimed no payment for his picture. The rights of the picture are now disputed. Still, it remains

อัล เบอโต คอร์ดา กับภาพที่โด่งดังภาพหนึ่งในการปฏิวัติ มาร์คซิส ของ เช กูวารา  ชื่อ เกอริโลโร ฮิรอยโค่ หรือ ฮีรอย เกอริล่า ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในศตวรรษที่ 20  ซึ่งเป็นอนุสร การระเบิด แห่ง ลา คูบร์  ภาพได้ถูกบันทึกมาร่วม 31 ปีมาแล้ว แต่ก็ยังนำภาพสัญลักษณ์นี้มาแสดง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืด รอยสัก และบนกำแพง ซึ่งพบเห็นได้ทั่วโลกถึงความเป็นประวัติศาสตร์ โคร์ดา ตลอดชีวิตคอมมิวนิส และการสนับสนุนกลุ่มการปฏิวัติเพื่อประชาชนคิวบา ภาพแสดงออกถึงการเรียกร้องสิทธิ์  และภาพก็ยังแสดงออกถึงความขัดแย้งซึ่งยังคงมีอยู่ และดำรงอยู่

one of the most iconic photographs of the 20th century.

Eddie Adams – Nguyễn Ngọc Loan executing Nguyễn Văn Lém

เอ็ดดี้ อดัม – .......

Nguyen

Most of the iconic images of the 20th and 21st century have owned their photographers Pulitzer prizes for their work, and this image is no exception. Eddie Adams was famous for his portraits of celebrties and for being a prolific photojournalist, having been in 13 wars. However, possibly his most famous image is of the execution of Nguy?n Van LÈm by Nguy?n Ng?c Loan during the Vietnam War. Adams later apologized in person to General Nguyen and his family for the irreparable damage it did to Loan’s honor while he was alive.

ภาพ สัญลักษณ์ที่ได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 20 และ 21 อีกภาพหนึ่ง ของ เอ็ดดี้ อดัม ช่างภาพรางวัลพูลิตเซอร์ และภาพนี้ด้วยเช่นกัน  เอ็ดดี้ อดัม มีชื่อเสียงในการถ่ายภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง ลงตามสือสิ่งพิมพ์มากมาย มีชีวิตในช่วงสงครามถึง 13 ครั้ง อย่างไรก็ดี ภาพที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็เห็นจะเป็น ภาพในสงครามเวียดนาม อดัม ได้ขอขมาต่อผู้คนในบังคับบัญชาของ พันเอก นูเยน และครอบครัวของเขา ถึงเหตุร้ายที่เกิดขึ้น  และรางวัลเกียรติยศในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่

*ขยายความ The Photograph That Ended a War But Ruined a Life

"Murder of a Vietcong by Saigon Police Chief"
ไซ่ง่อน, เวียดนาม, โดย Eddie Adams, 1968

"ภาพถ่ายคืออาวุธที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก"

เอ็ดดี้ อดัมส์เคยเขียนประโยคนี้ไว้ และเข้าใจได้ไม่ยาก หากทราบที่มา และที่ไป

ในปี 1968 เอ็ดดี้ ได้ถ่ายรูปตำรวจ ที่จ่อยิงศีรษะของนักโทษเวียดกง ที่ถูกใส่กุญแจมืออยู่
และภาพนี้ ได้รางวัลพูลิตเซอร์ ในปี 1969

ดูแล้วก็น่าสงสาร รันทดใจ ในชะตากรรมของผู้ตกเป็นเหยื่อ และอดดูถูกนายตำรวจตัวร้าย ผู้ลั่นไกมิได้
และทำให้นายพล Nguyen Ngoc Loan กลายเป็นผู้รายในสายตาชาวโลก และเป็นสัญลักษณ์ของความร้ายกาจ รุนแรง

แต่อย่างที่พอจะเดากันได้ โลกนี้ไม่ใช่มีเฉพาะ ขาว-ดำ, ถูก-ผิด อย่างที่เอ็ดดี้ได้เสนอไว้ในภาพนี้
เบื้องหลังก็คือ ผู้ที่ถูกยิง เป็นหัวหน้าหน่วยล่าสังหาร ของฝ่ายเวียดกง
ที่วันนี้ เพิ่งฆ่าหมู่ชาวบ้านที่ไม่มีอาวุธ และไร้ทางต่อสู้นับสิบคน

ส่วนนายพล Loan ท่านนั้น ก็ได้รับผลกระทบอย่างมากมาย จากภาพนั้น
ถูกไล่ออก โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ก็ปฏิเสธที่จะรักษาท่าน
และเมื่อเดินทางไปสหรัฐอเมริกา ก็ถูกต่อต้าน และต่อว่า
เปิดร้านอาหารในอเมริกา ก็ต้องถูกบังคับให้ปิด
และมีชีวิตที่ยากลำบาก ตลอดชีวิตที่เหลือ

ในภายหลัง เอ็ดดี้ ได้แถลงขออภัย ต่อนายพล Loan  ที่ได้ถ่ายทอดภาพออกมาในลักษณะนั้น

"ท่านนายพลได้สังหารเวียดกงด้วยปืน แต่ผมกลับสังหารท่านด้วยกล้อง"

Moon Landing

การลงจอดบนดวงจันทร์

moon_landing

Possibly the most talked-about, debated and controversial picture in history, the picture of the moon landing has been seen as a feat of human engineering at its best, and has been speculated as a hoax by contractors of the event. Those in doubt of the authenticity of the picture have come up with many suggestions as to why and how it might have been faked. However, none of the accusations have been proved correct and the debate continues in some circles. For many, though, it provides a sense of accomplishment and acheivement by the human race to send a man to the moon, which for years was considered an impossibility. The American flag also installs national pride in the US as the winners of the so-called ‘Space Race’, and their establishment as the world’s one remaining super power.

ภาพ หนึ่งในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการกล่าวขาน และการโต้เถียงมากมาย ภาพการลงจอดบนดวงจันทร์  เป็นการประกาศถึงบทสำเร็จทางวิศกรรมของมนุษยชาติ โดยอีกนัยหนึ่งเป็นการวิพากวิจารณ์ถึงการหลอกลวงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  มีความสงสัยต่อข้อเท็จจริงในภาพถ่าย ซึ่งได้รับการวิจารอย่างกว้างขวางในแง่ของการปลอมแปลงภาพ ด้วยคำถามว่า ทำไม และ อย่างไร  อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาต่างๆ ก็ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ถึงข้อเท็จจริง และความสงสัยก็ขยายออกเป็นวงกว้าง  หลายๆ กรณีถูกกล่าวถึงในแง่ภารกิจที่สำเร็จลุล่วง ของมนุษยชาติ ที่สามารถส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ได้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้  ธงชาติสหรัฐได้ถูกปักลงเพื่อเป็นเกียรติภูมิแห่งความสำเร็จ และได้ชื่อว่าเป็น ผู้พิชิตอวกาศ และยังคงประกาศถึงมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ด้วย

 

Richard Drew – The Falling Man

ริชาร์ด ดริว – เดอะ ฟอลลิ่ง แมน

The_Falling_Man

“The Falling Man” is a photograph taken by Richard Drew at 9:41:15 a.m., on September 11, 2001 of a man falling from the World Trade Center during the September 11 attacks in New York City. The man in the photohraph remains unknown. Many people find the image disturbing because it is a horrific image of what people had to resort to during the attacks. The picture is deceptive, however, as it suggest that man was falling straight down, however, this is just one of many photographs of his fall. It is evident from these other pictures that he tumbling out of control.

“เดอะ ฟอลลิ่ง แมน”  ถูกบันทึกภาพไว้โดย ริชาร์ด ดริว เมื่อเวลาเช้าของวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ณ เวลา 9.41.15 น.  เป้นภาพชายคนหนึ่งกำลังร่วงลงมาจากตึก เวิร์ด เทรด เซนเตแอร์  นครนิวยอร์ค  ซึ่งไม่ทราบชื่อชายในภาพ  หลายคนลงความเห็นว่า เป็นภาพที่รบกวนจิตใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นภาพที่อกสั่นขวัญแขวนต่อผู้ชม  ภาพที่แสดงเหมือนเป็นภาพลวงตา อย่างไรก็ตาม มีหลายคนวิจารย์ว่าทำไมคนถึงร่วงลงมาในแนวดิ่งแบบนั้น  แต่ยังไงภาพนี้ก็เป็นเพียงภาพเดียวจากหลายๆ  ภาพของการตกลงมา และภาพนี้ก็อาจเป็นภาพที่เขากำลังตีลังกาขณะร่วงลงมาจากตึกโดยปราศจากการควบ คุมก็เป็นได้

 

Huynh Cong Ut – Napalm Strike

 

napalm_strike

This photo of a naked and terrified young girl running towards Pulitzer prize-winning photographer Nick Ut has entered popular culture as a symbol of the horror of the Vietnam War. It was taken during the American bombing of the village of Trang Bang, Viet Nam. However there has been much controversy over the events depicted in the photo. It is suggested that American bombers had nothing to do with this event and that there have been many derogatory and misleading comments about the American troops in regard to this photo. Nevertheless, it is said that this photo ended the war in Vietnam and served as an icon for the peace movement that was prevelent in the 1970s.

Huynh Cong Ut  หรือ Nick Ut ช่างภาพแนว Photojournalism จาก AP
บันทึกภาพการทิ้งระเบิดนาปาล์ม ลงหมู่บ้าน Trang Bang โดยเครื่องบินของกองทัพอากาศเวียดนาม
ในวันที่ 8 มิถุนายน 1972 เนื่องจากสงสัยว่าจะมีกองกำลังเวียดกง ซุ่มซ่อนอยู่ในหมู่บ้าน
Kim Phuc อายุ 9 ขวบ วิ่งหนีออกจากหมู่บ้านมาตามถนน ในสภาพไม่มีทั้งเสื้อผ้า และเสียขวัญสุดขีด
มาพร้อมกับพี่ชายอายุ 12 ปี ทางซ้ายสุดของภาพ น้องชายอายุห้าขวบที่วิ่งไป พร้อมกันเหลียวมองไปที่หมู่บ้าน
และลูกพี่ลูกน้องอีกสองคนที่จูงมือกันวิ่งมาด้วย

" ...บรรณาธิการ AP ไม่ยอมให้ตีพิมพ์รูปของ Kim Phuc ที่กำลังวิ่งไปบนถนน โดยไม่ใส่เสื้อผ้า
เพราะเป็นภาพที่เห็นด้านหน้าชัดเจน และนโยบายของ AP ในยุคนั้นจะไม่ตีพิมพ์ภาพเปลือย ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ และเพศใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาพด้านหน้า โดยไม่มีข้อยกเว้น
...การโต้เถียงผ่าน Telex อย่างดุเดือดกับสำนักงานใหญ่ของ AP ที่นิวยอร์ค ให้ยกเว้นกฎระเบียบ
โดยมีข้อตกลงกันว่า จะต้องไม่มีภาพถ่ายใกล้ ของเธอ เผยแพร่ออกไป
Hal Buell บรรณาธิการภาพของ The New York ที่จะนำภาพไปตีพิมพ์ เห็นด้วยว่า
คุณค่าของภาพข่าวนี้ มีเหนือกว่า แนวทางปฏิบัติใดๆ เกี่ยวกับภาพเปลือย"
...Nick Ut...
ภาพนี้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ในปีนั้น

Stanley J. Forman – Fire on Marlborough Street

สแตนเลย์ เจ. ฟอร์แมน – ไฟไหม้ที่ถนนมาล์บอรอช

woman_and_girl_falling

On July 22, 1975, Stanley J. Forman took this infamous photograph while working for the Boston Herald. He climbed on the back of a fire truck as it raced towards a reported fire at Marlborough Street. Just as the crew had arrived at the scene, a young woman and small girl fell from an apartment above. The woman died instantly, but the young girl lived. This photo earned Forman a Pulitzer prize, and in addition, convinced Boston and several other cities to introduce more comprehensive fire safety laws.

ในวันที่ 22 กรกฏาคม ค.ศ. 1975  สแตนเลย์ เจ. ฟอร์แมน ได้ถ่ายภาพที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมได้ ในขณะเดินทางไปทำงานที่ ฮารอล บอสตัน  เขาคลานข้ามรถดับเพลิงขึ้นมาเพื่อทำข่าวไฟไหม้ที่ถนนมาล์บอรอช  ขณะที่คลานเข้ามาใกล้เหตุการณ์  หญิงสาว กับ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ก็ร่วงลงมาจากอพาร์ทเม้นท์ด้านบน หญิงสาวตายสนิททันที แต่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ รอดชีวิตมาได้  ภาพนี้ทำให้ฟอร์แมนได้รับรางวัลพูลิตเซอร์  และยังสามารถนำภาพนี้ไปใช้ในการออกกฏหมายเกี่ยวกับอัคคีภัยในเมืองบอสตันอีก ด้วย

 

Tank Man – Jeff Widener

แทงค์ แมน – เจฟ วิเดนเนอร์

tank_man

Often considered the most iconic photograph in history, ‘tank man’ or ‘the unknown rebel’ shows an act of courage and defiance and earned the anonymous man widespread fame. It took place during the protests at Beijing’s Tiananmen Square on June 5, 1989, and has subsequently become a symbol of the end of the Cold War era, and one of the most famous photographs of the 20th century. Four people claim to have took photos of the event, but the most reproduced image, and the most famous was by Jeff Widener.

หลายภาพที่ได้รับการพิจารณาให้ เป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์ คือ ภาพ แทงค์ แมน หรือ กบฏแห่งจลาจล  เป็นพฤติกรรมที่กล้าหาญ และ ท้าทายเป็นอย่างมาก เป็นการถ่ายภาพหน้ากว้าง  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ปักกิ่ง ในวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1989  ในเหตุการณ์นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการจบสิ้นสงครามเย็น ภาพนี้ยังเป็นภาพที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในศตวรรษที่ 20 ด้วย

 

Mike Wells – Uganda

ไมค์ วอลล์ – อูกันด้า

uganda_hand

This example of emotive imagery is of child in Uganda holding hands with a missionary. The stark contrast between the two people serves as a reminder of the gulf in wealth between developed and developing countries. Mike Wells, the photographer, took this picture to show the extent of starvation in Africa. He took it for a magazine, and when they went 5 months without printing it, he decided to enter it into a competition. However, Wells has stated that he is against winning a compeition with a picture of a starving boy.

นี่ เป็นตัวอย่างการถ่ายทอดอารมณ์และจิตนาการภาพหนึ่ง ภาพมิชชันนารีกำลังประคองมือของเด็กน้อยชาวอูกันดา  ภาพแสดงออกถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างมนุษย์ 2 คน  ที่ได้รับทรัพยากรที่แตกต่างกัน ระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนา  ช่างภาพ ไมค์ วอลล์  ถ่ายภาพนี้เพื่อแสดงถึงภาวะการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในทวีปอัฟริกา  เขาถ่ายภาพนี้เสนอนิตยสาร โดยไม่ได้รับการตีพิมพ์ถึง 5 เดือน  ทำให้เขาต้องเข้าไปเจรจากำสำนักพิมพ์ด้วยตนเอง  แต่ท้ายที่สุดเขาก็ไม่สามารถนำภาพเด็กอดอยากภาพนี้ลงในนิตยสารได้

 

Kevin Carter – Vulture Stalking a Child

เควิน คาร์เตอร์ – นกแร้งกำลังใกล้เข้ามา

child_vulture

This shocking photo depicts a starving Sudanese child being stalked by a patient vulture. It is a horrific picture that gave people a true look at the dire condition in Sub-Saharan Africa. Kevin Carter, who took the photo, won a Pulitzer Prize for this work. Kevin then came under a lot of scrutiny for spending over 20 minutes setting up the photo instead of helping the child. Three months after taking the photo, he committed suicide.

 ภาพที่ดูแล้ว น่าตกใจนี้ เกิดขึ้นกับเด็กน้อยชาวซูดาน ที่กำลังถูกนกแร้งย่องเข้ามาใกล้โดยที่เค้าไม่รู้ตัว  มันเป็นภาพที่น่าขนลุกมาก ที่เห็นมนุษย์คนหนึ่งอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น  ที่ ซาหาราน อัฟริกา  เควิน คาร์เตอร์ ผู้ถ่ายภาพ ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในภาพนี้  เควิน  ได้ใช้เวลาไคร่ครวญอย่างมาก เขาใช้เวลาถึง 20 นาที กว่าจะถ่ายภาพได้ โดยไม่เข้าไปช่วยเด็ก  หลังจากเขาได้ถ่ายภาพนั้น 3 เดือน เค้าตัดสินใจที่จะจบชีวิตของเขาตามไป  รู้ไหมครับว่าทำไม?

 *ขยายความ:...ภาพ ต่อมาที่เขาถ่ายนั้นเป็นวินาทีชีวิตของเด็กน้อยผู้หิวโหยหมดแรงฟุบลงผู้ นั้น  ที่ถูกนกแร้งจิกตีตายแล้วทึ้งกินเป็นอาหารด้วยความหิวโหย  โดยที่เขาไม่ได้ขยับเข้าไปช่วยเหลือเลยแม้แต่น้อย ...รางวัลพูลิตเซอร์ที่แลกมาด้วยของชีวิตเด็กน้อย  ทำให้เขาไม่สามารถอภัยให้ตัวเองได้เลย

 

นอกเรื่อง--เห็นเช กูวารา (ภาพที่4) นึกถึงอาหมวย หมวกมีดาวไง....

โดยส่วนตัวเเล้วสะเทือนใจกัภาพสุดท้ายที่สุด ช่างภาพใจดำ...เเละเเปลกประหลากกับภาพท่านนายพลภาพ5 เเละก็ภาพ ผู้ชายที่เข้าไปขวางรถถังก็..บอกไม่ถูก...

ออ ใครที่กลัวว่าจะจำฝังใจก็อย่าดูละกัน ..(เเล้วเอ็งพึ่งบอกตอนนี้เหรอ...)

เครดิต http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1496220

edit @ 15 Nov 2009 23:11:45 by Yu_SaNg

มะเขือยาว มะเขือม่วง

ฮัลโหลเทสๆ

 

วันนี้มีเเรงมาอัพบล็อกละ

คงจะมีสาระหน่อยวันนี้

ตามเอนทรี่เลย

ราชีนีที่งดงามของโลก!!!

งวดนี้ขอเอาทางยุโรป ขี้เกียจมาทางเอเชีย

1.สมเด็จพระราชีนี ซีซี่ เเห่งอาณาจักรออสเตรีย

 Photobucket

งามมั้ยล่า~

ทรงประสูติที่ มิวนิก แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี เมื่อ 24 ธ.ค. ปีค.ศ.1837

กามเทพแผลงศรรักเมื่อครั้งที่ ซีซี่ ติดตามมารดาและพี่สาว ดัชเชสเฮลีน วัย 18 ปี ไปพักผ่อนทางเหนือของออสเตรีย ขณะอายุ 16 ปี โดยครอบครัวหวังให้ลูกสาวคนโต เป็นคู่กับเจ้าชายฟรานซิส แต่เจ้าชายหนุ่มกลับไปถูกพระทัยน้องสาวแทน

ทั้งสองพระองค์เข้าพิธีอภิเษกที่โบสถ์เซนต์ ออกัสติน วันที่ 24 เม.ย.2397 ที่กรุงเวียนนา ต่อมาเจ้าชายโจเซฟทรงขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งออสเตรีย-ฮังการี จึงทรงเป็นราชินีฮังการีด้วย

พระจักรพรรดินีซีซี่ ทรงเป็นผู้นำแฟชั่น ใส่พระทัยเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย และเกมกีฬาขี่ม้า พระวรกายอรชรอ้อนแอ้นมาก รอบเอวคงที่ 20 นิ้ว และยังขึ้นชื่อเรื่องความเป็นหญิงสาวแสนโรแมนติก

ในด้านบทกวี ทรงถ่ายทอดจินตนาการส่วนพระองค์ออกมาเป็นบทกวีที่สละสลวย ใช้พระนามแฝงว่า ทิทาเนีย ชื่อของราชินีแห่งเทพนิยายของเช็กสเปียร์ บทกวีส่วนใหญ่เกี่ยวกับการเสด็จประพาส โดยประพันธ์ในแนวกรีก มีกลิ่นอายความรัก

รู้สึกว่าโดนมีดเเทงตายนะคนนี้ หญิงงามมักอาภัพ....(เราไม่งามหึหึหึ)

2.อเล๊กซานดราเเห่งเดนมาร์ก

Photobucket

สวยนะคนนี้ ขึ้นชื่อว่า เดอะเเฟร์เลยละ

1 ธันวาคม พ.ศ. 2387 - 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468) ทรงเป็นพระมเหสีในสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 7 แห่งสหราชอาณาจักร และสมเด็จพระจักรพรรดินีแห่งอินเดียในช่วงระหว่างรัชกาลของพระสวามี ก่อนหน้านี้ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ระหว่างปี พ.ศ. 2406 - พ.ศ. 2444 (ยาวนานกว่าผู้ใดที่เคยดำรงพระอิสริยยศนี้) หลังการเสด็จสวรรคตของพระสวามีในปี พ.ศ. 2453

พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ด้วยอาการพระหทัยวาย ณ พระราชวังแซนดริงแฮม และพระบรมศพฝังอยู่ในหลุมผังพระศพที่ตกแต่งอย่างปราณีตทางด้านขวาของแท่นบูชาหลัก เคียงข้างพระราชสวามีในโบสถ์เซนต์จอร์จ ปราสาทวินด์เซอร์

คนนี้หูหนวกนะลืมบอกไป..เเละก็ตอนเเรกสามีไม่ค่อยรัก เเละก็มีเเผลตรงคอตอนเด็กๆเเละเกลียดเเผลนี้มาก

3.พระราชีนีวิคตอเรีย เเห่งอังกฤษ

Photobucket

เราจะลืมพูดถึงคนนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด

สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria of the United Kingdom พระนามแบบเต็ม อเล็กซานดรินา วิกตอเรีย พระราชสมภพ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 236222 มกราคม พ.ศ. 2444) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2380 และสมเด็จพระจักรพรรดินีนาถแห่งอินเดียพระองค์แรกตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2419 จนเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2444 รัชกาลของพระองค์ยาวนานถึง 63 ปี 7 เดือน 2 วัน ซึ่งยาวนานกว่ารัชกาลใดของพระประมุขอังกฤษพระองค์อื่น โดยทั่วไปแล้วยุคสมัยที่เกิดขึ้นในรัชกาลของพระองค์เป็นที่รู้จักว่า "สมัยวิกตอเรีย

ขี้นครองราชย์เมื่ออายุเพียง18ปีเท่านั้นเอง...(เก่งนะหนะ)

4.ไดเเอนน่า สเป็นเซอร์

Photobucket

เจ้าหญิงที่ทุกคนรักมากมายในโลกใบนี้เพราะอะไรนะหรือ

ไดอานา เจ้าหญิงแห่งเวลส์ (อังกฤษ: Diana, Princess of Wales) หรือพระนามเต็มคือ ไดอานา ฟรานเซส[1] - สกุลเดิม สเปนเซอร์ (Diana Frances , née The Lady Diana Spencer) (ประสูติ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2504 ที่เมืองแซนดริงแฮม ประเทศอังกฤษ — สิ้นพระชนม์ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) เป็นพระชายาพระองค์แรกของเจ้าฟ้าชายชาลส์ แห่งเวลส์ จากการอภิเษกสมรสเมื่อปี พ.ศ. 2524 และได้ทรงหย่าขาดเมื่อปี พ.ศ. 2539 พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศ เจ้าหญิงแห่งเวลส์ เป็นพระองค์ที่ 9 ของอังกฤษ สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปนิยมขนานพระนามว่า "เจ้าหญิงไดอานา"

  • ด้านโรคเอดส์ ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2530 เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงเป็นบุคคลสำคัญคนแรกของโลกที่ถูกถ่ายรูปว่าจับต้องตัวผู้ป่วยโรคเอดส์ ความคิดและทัศนคติต่อคนที่ป่วยเป็นโรคเอดส์เปลี่ยนไปทันที และคนป่วยเองก็มีกำลังใจมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะจากคำพูดของประธานาธิบดี บิล คลินตัน ซึ่งกล่าวถึงไดอานา ในปี พ.ศ. 2530 ว่า

"เมื่อปี 1987,หลายคนต่างเชื่อว่าโรคเอดส์สามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัสตัวกัน แต่เจ้าหญิงไดอาน่าได้ประทับร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์ที่เตียงของเขาและทรงจับมือเขาไว้ พระองค์ได้แสดงให้โลกได้รับรู้ว่าผู้ป่วยโรคเอดส์ไม่สมควรที่จะถูกทอดทิ้งแต่สมควรที่จะได้รับความเอื้ออาทรจากเรามากกว่า นั่นเป็นการเปลี่ยนความคิดของโลกและเป็นการให้ความหวังแก่ผู้ป่วยที่ด้วยโรคนี้ ''

  • ต่อต้านกับระเบิด เจ้าหญิงเสด็จไปในการทรงต่อต้านการวางกับระเบิด ในฐานะที่ทรงเป็นสมาชิกวิสามัญของสภากาชาดแห่งอังกฤษ ภาพที่พระองค์ทรงจับมือเด็กหญิงที่ถูกกับระเบิดกำลังจะสิ้นใจตราบกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเธอ นำความเศร้าอย่างยิ่งให้กับโลก

นอกจากนี้ เจ้าหญิงยังทรงสนพระทัยในศาสนาอย่างมาก พระองค์เคยทรงเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระสันตะปาปาจอห์น ปอลที่ 2 อีกด้วย และยังทรงโปรดการที่ได้เล่นกับเด็กโดยไม่ถือพระองค์ ทรงเป็นแม่ทูนหัวของเด็กถึง 17 คน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเพราะพระองค์ทรงเคยเป็นครูที่โรงเรียนอนุบาลมาก่อนก็ได้ ในด้านการต่างประเทศทรงเป็นทูตสันถวไมตรีในหลายๆ ประเทศ การเสด็จของพระองค์นำความยินดีให้กับทุกคนที่จะได้เฝ้าฯ เป็นที่น่าเสียดายว่าก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ไม่นานทรงมีหมายกำหนดการที่จะเสด็จเยือน จังหวัดภูเก็ต แต่ยกเลิกไปเสียก่อน

เมื่อวันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2540 เวลา 15.37 น. มีผู้พบเห็นไดอานาลงจากเครื่องบินที่มีต้นทางจากหมู่เกาะซาร์ดิเนียทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส ที่สนามบินเลอร์ บู เจ๊ตในกรุงปารีส ในเวลาประมาณ 15.40น. เจ้าหญิงได้ขึ้นรถ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส 280 สีดำ รุ่นปี 1997 ออกจากสนามบินอย่างรวดเร็ว พร้อมกับทรงนัดพบกับ โดดี อัลฟาเยด์ ที่อพาร์ตเมนต์กลางกรุงปารีส หลังจากนั้น เวลาประมาณ 17.45 น. มีผู้พบเห็นไดอานากับนายโดดี พร้อมองครักษ์ อีกครั้งขณะช็อปปี้งในย่านถนน "ชองเซลีเซ่" ขณะนั้นช่างภาพอิสระรุมถ่ายภาพระองค์กับนายโดดี โดยเวลา 18.40 น. เจ้าหญิงจึงเสด็จกลับ มีการดักฟังทางโทรศัพท์ว่า เจ้าหญิงจะทรงพบกับนายโดดีอีก ที่โรงแรมริทซ์เพื่อเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในเวลา 21.31 น. และเจ้าหญิงได้มาถึงโรงแรมเมื่อเวลา 21.31 โดยในระหว่างเวลา 21.40-23.30 น. เจ้าหญิงได้อยู่ในภัตตาคารอันหรูหราของนายโดดี แต่มีรายงานการใช้โทรศัพท์ของเจ้าหญิงว่าได้โทรศัพท์ไปหานางมารา โหรหญิงและเจ้าของร้านอาหารอิตาเลียนในกรุงลอนดอน พระสหายสนิทพระองค์ เพื่อทำนายดวงชะตาและขอคำปรึกษาปัญหาชีวิตภายในอีก 2-3 อาทิตย์ข้างหน้า

ก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย เจ้าหญิงไดอาน่าได้เดินทางออกทางจากโรงแรมริตซ์พร้อมกับนายโดดี อัลฟาเยด ช่างภาพอิสระชุดเก่าที่จึงสะกดรอยตามพระองค์อีกครั้ง จนมาถึงถนนลอดอุโมงค์ที่ชื่อว่า Point De Alma ใต้แม่น้ำเซน แต่รถยนต์ซึ่งวิ่งมาด้วยความเร็วประมาณ 126 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อหลบหนีการตามล่าของเหล่าช่างภาพอิสระ ก็ได้พุ่งชนกับแผงราวเหล็กกั้นอุโมงค์อย่างจัง เนื่องจากถนนลอดอุโมงค์มีความลาดชันมาก ทำให้รถยนตหมุนตัวและพุ่งชนแผงเหล็กอีกด้านหนึ่ง ส่งผลให้หม้อน้ำเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง โดยอองรี ปอล คนขับรถและนายโดดี เสียชีวิตทันที ส่วนเจ้าหญิงและนายเทรเวอร์ เรสยอนส์ องครักษ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าหญิงมีบาดแผลฉกรรจ์ทใบหน้าและศีรษะ มีเลือดไหลออกมากและยังมีเลือดตกค้างในปอด เมื่อเวลา 00.15 น. รถพยาบาลคันแรกของโรงพยาบาลเซ็นต์เดอลาปีแอร์ มารับเจ้าหญิงและองครักษ์ หลังจากนั้นอีกชั่วโมงกว่า แต่เจ้าหญิงนั้นทรงเสียเลือดมาก และยังมีเลือดตกค้างในปอดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากด้วย โดยเจ้าหญิงมีอาการทรงตัวต่อมาเรื่อยๆ จนเมื่อเวลา 03.35 น. หัวใจของไดอาน่าอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ซึ่งในขณะนั้นชีพจรอยู่ที่ 23 ครั้งต่อนาที

ยาวหน่อยเเต่ว่าเธอเป็นคนดีจริงๆ

ภาพตอนเเต่งงานยังสวยเล้ยยย

Photobucket

 

5.โจเซฟีน เดอ โบอาร์โนส์

Photobucket

คนนี้ไม่ใช่ราชีนี เเต่เราชอบเพราะเธอเป็นหญิงม่ายที่ครองใจของนโปเลียน โบนาปาร์ตด้วยเออ

โยเซฟีน"หญิงหม้ายเจ้าเสน่ห์แห่งปารีส คือหญิงสาวที่นโปเลียนรักและ เทิดทูน แรกพบ โยเซฟีนก็อาศัยอุบายให้ลูกชาย ซึ่งมีอายุเพียง 12 ปี เข้า พบนโปเลียนถึงกองบัญชาการเพื่อขอให้นโปเลียนคืนดาบของบิดาตนที่
ตายลงในขณะเกิดกบฎ จลาจลและเจ้าหน้าที่ริบดาบนั้นไป นโปเลียนซึ่ง ขณะนั้นเป็นถึงผู้รักษาความสงบเรียบร้อยภายในก็ได้สั่งคืนดาบให้แก่ลูกชาย ของโยเซฟีนไป โยเซฟีนก็เข้ามาทำทีขอบใจนโปเลียน และนั้นคือบันได ขั้นแรกที่นำไปสู่ความรักอันดูดดื่มเป็นอมตะ ระหว่างหญิงหม้ายและขุนศึก แห่งปารีส

จดหมายเกี่ยวกับความรักต่อนางโยเซฟีนตอนหนึ่งว่า

"ความรู้สึกของฉันในขณะนี้ได้แต่วนเวียนอยู่แต่เฉพาะโยเซฟีนเท่านั้น ฉันกำลังคอยอยู่อย่างกระวนกระวายใจ ฉันอาศัยภาพของเธอเป็นเพื่อน ร่วมใจ และบรรเทาความหงอยเหงา แต่ภาพของเธอก็จะช่วยได้เพียงชั่ว ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น ตลอดคืนมิ เป็นอันหลับอันนอนเลย ยิ่งพิศรูปของเธอ ก็ยิ่งเพิ่มความปราถนาให้ฉันมากยิ่งขึ้น ความอ่อนหวานละมุนละไมจาก ภาพนั้น ได้เร้าหัวใจของฉันให้ปฎิพัมธ์ตลอดเวลา โยเซฟีนที่รัก เธอช่าง อ่อนหวานละมุลละไมอย่างที่หาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ฉันรู้สึกตัวเองเหมือน กับว่าเธอได้กำหัวใจของฉันเข้าไว้แล้ว ฉันได้คิดทบทวนสิ่งที่ฉันล่วงเกิน เกินไปนั้น ถ้าหากเธอมีความไม่พอใจหรือน้อยเนื้อต่ำใจด้วยประการใดๆ ซึ่งได้เกิดขึ้นระหว่างเราทั้ง 2 ก็ ขอให้อภัยด้วย สำหรับฉันเอง เมื่อระลึก นึกถึงเธอขึ้นเมื่อใด ก็รู้สึกว่าทำให้หัวใจเป็นสุข ความสนิทเสน่หาและกลิ่น ไอแห่ง ความหอมหวานจากริมฝีปากของเธอผู้เป็นที่รักของฉัน ทำให้ฉัน นึกว่าเป็นดุจรอยจารึกที่ประทับแน่นสนิทติดอยู่อย่างที่ไม่มีวันลืมเลือนไป จากความทรงจำของฉันเลย ต่อจากนี้ไปอีกไปอีก 3 ชั่วโมงฉันจะไปหาเธอ แต่ว่าจนกว่าจะถึงเวลา 3 ชั่วโมง นั้นฉันขอฝากความรักมาถึงเธอสักพัน ครั้ง"

รู้สึกว่าน้ำตาลล้นจอ

ใครจะเอาไปใช้ก็ใช้ได้นะเคอะ....

6.พระราชีนีนาถอลิซาเบธที่2 เเห่งอังกฤษ

Photobucket

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ: Elizabeth II of the United Kingdom เอลิซาเบธ อเล็กซานดรา แมรี; 21 เมษายน พ.ศ. 2469) ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งรัฐที่ปกครองตนเองโดยอิสระสิบหกรัฐ โดยทรงมีราชบัลลังก์และพระอิสริยยศในแต่ละแห่งอย่างเท่าเทียมกัน พระองค์ทรงประทับร่วมกับพระราชวงศ์อังกฤษในสหราชอาณาจักร ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มีลักษณะดั้งเดิมทางประวัติศาสตร์

นอกเหนือจากสหราชอาณาจักรแล้ว พระองค์ยังทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งแคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จาเมกา บาร์เบโดส หมู่เกาะบาฮามาส เกรนาดา ปาปัวนิวกินี หมู่เกาะโซโลมอน ตูวาลู เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์์ แอนติกาและบาร์บูดา เบลิซ และเซนต์คิตส์และเนวิส ซึ่งมีข้าหลวงใหญ่ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในแต่ละแห่ง ในสิบหกประเทศซึ่งพระองค์ทรงเป็นสมเด็จพระราชินีนาถ เป็นที่รู้จักว่า เครือจักรภพอังกฤษและมีประชากรวมกันทั้งหมดจำนวน 128 ล้านคน

ปัจจุบันยังทรงจิบน้ำชาในพระราชวังอย่างสุขสำราญเรื่อยๆ

7.พระนางลัลลา ซัลมา เบนนานี

Photobucket

       เธอเป็นราชีนีเเห่งโมร็อคโกที่เดินทางมาเมืองไทยเมื่อปี่2549 จำกันได้มั้ยเอ่ย มาเป็นคนเเรกๆเลยละ

เจ้าหญิงลัลลา ซัลมา เบนนานี” พระชายาในสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเมดที่ 6 แห่งราชอาณาจักร โมร็อกโก ทรงมีพระชนมายุ 27 ชันษา มีพระนามเดิมว่า นางสาว ซัลมา เบนนานี ทรงเป็นธิดาของนายเอลฮัจ อับเดลฮามิด เบนนานี ทรงได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศเป็นเจ้าหญิงลัลลา ซัลมา เมื่อปี 2546

           เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2521 ที่เมืองเฟส ราชอาณาจักรโมร็อกโก ปัจจุบันม ีพระชนมายุ 28 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสเมื่อปี 2546 กับสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 แห่งราชอาณาจักร โมร็อกโก มีพระราชโอรส 1 พระองค์ ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ (คอมพิวเตอร์) เมื่อปี 2543 โดยทรงได้รับคะแนนสูงสุดในบรรดาผู้ที่สำเร็จการศึกษาในปีนั้น

           เจ้าหญิงลัลลา ทรงเป็นพระชายาในสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์แรกในประวัติศาสตร์โมร็อกโก ที่ได้รับพระราชทานพระอิสริยยศ และทรงมีสิทธิ์ประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆอย่างเป็นทางการ เมื่อกลางปี พ.ศ.2548 เจ้าหญิงลัลลา ทรงเคยเสด็จฯ เยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ โดยได้ทรงเรือหางยาวล่องแม่น้ำเจ้าพระยา

           นอกเหนือจากพระชันษาที่ยังเยาว์อยู่นั้น เจ้าหญิงลัลลายังทรงเป็นเจ้าหญิงที่มีพระสิริโฉมงดงามเหมือนเจ้าหญิงในเทพนิยาย รวมทั้งยังทรงมีพระปรีชาสามารถ เสด็จฯประกอบพระราชกรณียกิจแบ่งเบาพระราชภาระของสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 ได้เป็นอย่างมาก ทำให้เป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็นโดยทั่วไป

เธอสวยเเละมีความสามารถที่ดีอีกต่างหาก เป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันดีมาก ไม่มีข่าวร้าวฉานเลยนิดเดียว

8.พระนางมารี อองตัวเนต

Photobucket

ผู้หญิงที่ล้มราชวงศ์ฝรั่งเศษ... 

พระนางเป็นพระธิดาของจักรพรรดินี Maria Teresa แห่งจักรวรรดิออสเตรียอันยิ่งใหญ่ พระราชินีมารี อองตัวเน็ตต์ ผู้ได้รับการกล่าวขานว่าเสมือน"กุหลาบแห่งแวร์ซาย" จากผู้มีชีวิตหรูหรา อลังการ จากสตรีผู้เป็นที่รัก เป็นที่ยกย่อง แต่ต้องกลับนำเธอไปสู่ " กิโยติน
ในวันที่มารี อังตัวเน็ตเกิดก็มีแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรง ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

พระนางเกิดวันที่ 2 พ.ย. ค.ศ.1755 เจ้าหญิงมารี อังตัวเน็ตต์ที่พระราชวังเชินบรุนน์ ที่เวียนนา
เป็นพระธิดาที่มีพระสิริโฉมงดงามที่สุดในหมู่พระราชธิดาอีกหลายองค์ ประสูติแด่พระเจ้าฟรานซิส1 กับพระจักรพรรดินีมาเรีย เทเรซา

ในวันหนึ่งเมื่อเจ้าหญิงมาเรียมีพระชนมายุ 15ชันษา พระราชบิดาได้กำหนดชีวิตเจ้าหญิง โดยการถวายตัวแด่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16แห่งฝรั่งเศสอันหรูหรา ในฐานะพระคู่หมั้นในขบวนที่ยิ่งใหญ่ ไปยังริมฝั่งแม่น้ำชายแดนออสเตรีย ณ ที่นั้น เจ้าหญิงมาเรีย ทรงทำพิธีเปลี่ยนฉลองพระองค์จากออสเตรียเป็นฝรั่งเศส และเปลี่ยนพระนามจากมาเรีย แอนโธเนีย ซึ่งเป็นภาษาออสเตรีย เป็น เจ้าหญิงรัชทายาท มารี อังตัวเน็ตต์
 

เมื่อชาวบ้านประท้วง

"เราไม่มีขนมปังจะกิน"

พระนางตอบกลับ

"ไม่มีขนมปังก็กินเค้กสิ"

นักวิชาการมันเเต่งมั่วอย่าเชื่อเขาละกัน

จากสตรีผู้เป็นที่รัก เป็นที่ยกย่อง แต่ต้องกลับนำเธอไปสู่ " กิโยติน "

การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ หรือ เธอคือชนวนเหตุการณ์แห่งความสูญเสียครั้งนี้

นี่คือเรื่องราวที่ได้รับการจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์
และระมัดระวังไม่ให้"ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย"

เพราะสุดท้ายแล้วสงครามและความรุนแรงก็มิได้เอื้อประโยชน์แต่อย่างใดนอกจากความสูญเสีย

ขอสันติสุขพึงสถิตกับมนุษยชาติตลอดกาล

สงสารอะนะ เเต่นึกถึงคนจนที่ได้รับไป มันทรมานกว่า

9.พระราชีนี ราเนีย เเห่งจอร์เเดน

Photobucket

ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระราชินีที่มีพระสิริโฉมงดงามที่สุดพระองค์หนึ่ง แม้วันเวลาจะผ่านไปกว่า 10 ปีแล้ว สมเด็จพระราชินีราเนีย แห่งราชอาณาจักรจอร์แดน ก็ยังทรงงามไม่สร่าง รังแต่จะยิ่งส่งประกายความงามเฉิดฉายเพิ่มขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ เปรียบเทียบให้เห็นกันชัดๆ จาก 2 ภาพนี้ ซ้ายมือเป็นภาพเมื่อครั้งที่ทรงเข้าร่วมพิธีบรมราชาภิเษกของสมเด็จพระราชาอับดุลลาห์ที่ 2 เมื่อปี 1999 ซึ่งครานั้นสมเด็จพระราชินีมีพระชนมายุ 29 พรรษา ว่างามแล้ว แต่ภาพขวามือ กาลเวลาผ่านมา 10 ปีเต็ม ในงานเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 10 ปี ของสมเด็จพระราชาอับดุลลาห์ แสดงให้เห็นชัดว่าพระราชินีทรงสิริโฉมงดงามไม่เปลี่ยน อีกทั้งด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทำให้มีการออกแบบฉลองพระองค์ตลอดจนทรงพระเกศา ที่ส่งให้แลดูพระเยาว์ลงกว่าเดิมอีก

 แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจะทรงงานหนัก ทั้งยังทรงเป็นพระมารดาของพระราชโอรส 2 พระองค์ และพระราชธิดา 2 พระองค์ สมเด็จพระราชินีราเนีย หรือในอดีตคือ น.ส.ราเนีย อัล ยาซิน เป็นอีกหนึ่งสตรีสามัญชนที่ได้มีโอกาสอภิเษกสมรสกับเจ้านายในราชวงศ์ ทรงสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน ในกรุงไคโร สาธารณรัฐอียิปต์ ทรงมีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของสตรีให้มีความเท่าเทียมกับบุรุษ จนได้รับการขนานพระนามจากสื่อมวลชนว่าเป็นa mover and shaker ที่มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องสิทธิสตรีในโลกอาหรับ ลดเครียดจากข่าวชมภาพสวยๆจากพริตตี้สิคะ

ข่าวฝากมาพระนางเล่น ทวิสเตอร์ด้วยละ

 

 

 

 

 

 

ราชีนีเเต่ละประเทศช่างสง่างามเสียจริ๊งง

จบละเคอะ ไปละคะ